จะเป็นเยี่ยงไรเมื่อเมืองเริ่มมุ่งสร้างความพึงพอใจ

130

ก่อนหน้าที่ผ่านมาจะมองเห็นได้ว่าบรรยากาศความไม่ชอบใจของบรรดาเหล่าผู้ประกอบอาชีพ วินรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้นจะมีกรณีหลายสาเหตุที่สร้างความรู้สึกบาดหมางต่อรัฐบาล


รวมทั้งยังมีกรณีเรื่องข้อโต้เถียงกับ อูเบอร์รวมทั้งเอ็งร็บคาร์ ที่นำไปสู่คำเรียกร้อง ผ่านการรวมตัวประชุมของวินจักรยานยนต์อยู่เป็นประจำและไม่ได้รับการโต้ตอบจากที่พึงพอใจมากเท่าไรนัก แต่ในตอนของบรรยากาศที่จำต้องรีบหาคะแนนเสียงซื้อใจสามัญชนรวมทั้งหลีกเลี่ยงความผิดใจกันนั้น เริ่มมีแบบที่การ ส่งสัญญาณเข้าพบเข้าช่วย วินจักรยานยนต์รับจ้าง

ซึ่งปัจจุบันนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้ออกคำสั่งให้ กระทรวงพลังงาน แล้วก็กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วก็การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มาร่วมกันแสวงหาวิถีทางกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกแนวนโยบายหลักเกณฑ์ ช่วยเหลือบรรดาผู้ประกอบอาชีพจักรยานยนต์รับจ้าง

แต่ทว่าทางที่จะใช้ ตอนท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะออกมาในลักษณะของการอุ้ม ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ให้แก่เหล่าบรรดารถยนต์มอเตอร์ไซด์รับจ้างนั่นเอง

ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้ประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่กำลังจะได้รับการอุดหนุนราคาน้ำมันนั้นควรเป็นคนที่ขึ้นบัญชีกับกรมการขนส่งทางบก และก็เป็นผู้ถือบัตรผลประโยชน์ที่เมืองแค่นั้น ซึ่งเมืองจะทำช่วยอุดหนุนน้ำมันในอัตราลิตรละ 3 บาทต่อลิตร ซึ่งจากผลของการประเมินพบว่าจะมีรถเครื่องรับจ้างจากทั้งประเทศอยู่ที่ราวๆ สองถึงสามแสนคันที่ได้รับโควต้านี้ และก็ยังจะต้องคอยผ่านขั้นตอนอนุมัติ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ข้างในตอนปลายปีนี้ ซึ่งแนวโน้มที่ข้างต่างๆที่เมืองชักชวนร่วมให้มาเข้าโครงงานอุดหนุนน้ำมันในคราวนี้ย่อมส่อแววว่า จะร่วมมืออย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้างของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งมีท่วงท่าแรงกล้าที่อยากร่วมประมูลโครงงานลงทุนรถไฟฟ้าเชื่อม 3 ท่าอากาศยานที่มีมูลค่าอย่างมากมายเป็นวัตถุประสงค์สำคัญที่ยากจะไม่ยอมรับความร่วมแรงร่วมใจในเรื่องกลุ่มนี้

แค่นี้ยังไม่เพียงพอ เดี๋ยวนี้เมืองยังมีแต้มต่อที่ส่อว่าจะสามารถชักชวน ให้ข้างต่างๆร่วมมือในเรื่องอื่นๆได้อีกด้วย อย่างเช่น การอุดหนุนผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่ แล้วก็ผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวพันกับการขับรถประจำทางจำพวกอื่นๆที่แต่ก่อนแล้วทาง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจะต้องแบกภาระอยู่แล้วในงบประมาณถึงปีละประมาณ2,500 ล้านบาท

แล้วก็แน่ๆว่าเรื่องที่เมืองต้องหาวิถีทางอุดหนุนประชากรอยู่ตลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงฐานรากเสียงในระดับรากต้นหญ้าแล้วก็ประชากรทั่วๆไป มันก็คือการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ประกอบกิจการห้องอาหาร แล้วก็ผู้ใช้ครอบครัวต่างๆที่มีการใช้ ก๊าซปิโตรเลียมเหลวซึ่งแม้ว่าจะยังคงข้อตกลงจำกัดไว้แม้กระนั้นเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยก็ตาม แต่งบโดยประมาณในการตรึงราคานั้นยังคงมีตัวเลขของการแบกแบกภาระสูงอยู่เหมือนกัน ซึ่งทาง ปตท เองก็มีการหาหนทางผ่อนผันภาระหน้าที่ของตัวเองในวิถีทางที่เรียกร้องให้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามามีส่วนร่วมช่วยแบ่งแบกภาระในอัตราที่ 2 บาทต่อลิตร โดยที่ดินการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจะเหลือการแบกภาระอยู่ที่ 1 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่ว่ายังไงเสีย การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เองนั้นเป็นที่ทราบดีว่ามีส่วนประกอบการมีหุ้น ของผู้มีอำนาจในประเทศอยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียวหลายราย การใช้ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นผู้มีหน้าที่หลักสำหรับเพื่อการช่วยเหลือเมืองบางทีอาจไม่ได้ง่ายได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็แล้วแต่จะต้องรอติดตามกันถัดไปว่านโยบายใหม่ต่างๆที่เมืองกำลังมุ่งทำงานช่วยเหลือบรรดาผู้ประกอบกิจการรถประจำทางรับจ้าง เริ่มที่จักรยานยนต์รับจ้างนั้นจะได้รับผลตอบรับรวมทั้งความตรึงใจต่อเมืองมากมายแค่ไหน